กระเบื้องเซรามิกกับกระเบื้องพอร์ซเลน เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับเจ้าของบ้านและนักออกแบบมาช้านาน ซึ่งวัสดุทั้งสองมีความทนทาน สไตล์ และความหลากหลายในการนำไปใช้งาน ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสถานที่ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงสับสนเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องพอร์ซเลน และในคู่มือฉบับสมบูรณ์นี้ เราจะเจาะลึกถึงความแตกต่างของกระเบื้องทั้งสองประเภทนี้ กระบวนการผลิต ลักษณะเฉพาะ และตัวอย่างการใช้งานที่ดีที่สุด ช่วยให้คุณมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับการปูกระเบื้องครั้งต่อไปของคุณกันครับ

กระเบื้องเซรามิกกับกระเบื้องพอร์ซเลน แตกต่างกันอย่างไร เลือกใช้อะไรดี!

พื้นกระเบื้องเซรามิก

กระเบื้องเซรามิกถูกใช้มานานหลายศตวรรษ และยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับการใช้งานในร่มและกลางแจ้ง กระเบื้องเซรามิกทำมาจากส่วนผสมของดินเหนียว น้ำ และวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ โดยใช้เตาเผาที่อุณหภูมิต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกระเบื้องพอร์ซเลน ทำให้ได้พื้นกระเบื้องที่มีสีสัน มีลวดลายที่หลากหลาย และคุ้มค่าคุ้มราคา เหมาะสำหรับบ้านทุกสไตล์เลย

พื้นกระเบื้องพอร์ซเลน

ในทางกลับกัน กระเบื้องพอร์ซเลนเป็นตัวแทนของกระเบื้องเซรามิกรุ่นที่ทันสมัยและมีความประณีตกว่า กระเบื้องเหล่านี้ทำขึ้นโดยใช้ส่วนผสมของดินเหนียวที่ละเอียดกว่า โดยมีวัสดุเนื้อละเอียดในสัดส่วนที่สูงกว่า กระบวนการผลิตจะใช้อุณหภูมิที่สูงมากเพื่อทำการสร้างพื้นกระเบื้องขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีความหนาแน่น แข็งขึ้น และมีความสามารถในการกันน้ำได้มากขึ้น

 

แล้วแตกต่างกันอย่างไร

1.วัสดุที่ใช้

เซรามิก: กระเบื้องเซรามิกนั้นจะทำจากดินเหนียวสีแดง สีน้ำตาล หรือสีขาวผสมกับแร่ธาตุและน้ำต่าง ๆ วัสดุเหล่านี้หาได้ง่ายและช่วยประหยัดต้นทุนของกระเบื้องเซรามิก ทำให้กระเบื้องเซรามิกมีราคาที่ถูกมากกว่า

พอร์ซเลน: กระเบื้องพอร์ซเลนใช้ส่วนผสมของดินขาว เฟลด์สปาร์ และซิลิกาที่ละเอียดกว่า ส่วนผสมที่ดีกว่านี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของกระเบื้องพอร์ซเลน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังทำให้มีราคาแพงกว่ากระเบื้องเซรามิกอีกด้วย

2.กระบวนการผลิต

เซรามิก: กระเบื้องเซรามิกจะถูกเผาด้วยเตาเผาที่อุณหภูมิต่ำกว่า โดยปกติจะอยู่ระหว่าง 1800°F ถึง 2000°F กระบวนการเผานี้ทำให้ง่ายต่อการผลิตและราคาไม่แพง แต่อาจมีความทนทานไม่เท่ากับกระเบื้องพอร์ซเลน

พอร์ซเลน: กระเบื้องพอร์ซเลนผ่านกระบวนการผลิตที่เข้มข้น รวมถึงการเผาที่อุณหภูมิสูงมาก ซึ่งมักจะเกิน 2300°F ส่งผลให้กระเบื้องมีความหนาแน่นมากขึ้นและมีรูพรุนน้อยลง ทำให้กระเบื้องชนิดนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการสัญจรไปมาอยู่ตลอดและการใช้งานกลางแจ้ง

3.ความหนาแน่นของพื้นและความสามารถในการกันน้ำ

เซรามิก: เนื่องจากใช้อุณหภูมิในการเผาที่ต่ำกว่า กระเบื้องแบบนี้จึงมีความหนาแน่นน้อยกว่าและมีรูพรุนมากกว่ากระเบื้องแบบพอร์ซเลน ทำให้มีแนวโน้มที่จะดูดซึมน้ำได้มากกว่า และมีแนวโน้มที่จะเกิดความเสียหายในอุณหภูมิเยือกแข็งและสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง

พอร์ซเลน: กระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงของกระเบื้องแบบพอร์ซเลนทำให้ผลิตภัณฑ์มีความหนาแน่นมากขึ้นและมีรูพรุนน้อยลง ด้วยอัตราการดูดซึมน้ำที่น้อยกว่า 0.5% กระเบื้องชนิดนี้จึงมีความทนทานต่อความเสียหายจากน้ำสูง จึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับห้องน้ำ ห้องครัว และพื้นที่กลางแจ้งนั่นเอง

4.ความแข็งแรงทนทาน

เซรามิก: แม้ว่ากระเบื้องเซรามิกจะมีความทนทานและเหมาะสำหรับการใช้งานภายในอาคาร แต่อาจไม่ทนต่อแรงกระแทกหนักเท่ากระเบื้องพอร์ซเลน กระเบื้องชนิดนี้สามารถแตกร้าวได้ ถ้าหากว่ามีการกระแทกเข้าไปอย่างรุนแรง

พอร์ซเลน: กระเบื้องพอร์ซเลนมีความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระแทกและการสึกหรอเป็นอย่างมาก ซึ่งความแข็งและความหนาแน่นของตัวพื้นนี้ทำให้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่น พื้นที่เชิงพาณิชย์ และการติดตั้งภายนอกบ้านครับ

5.พื้นผิวสัมผัส

เซรามิก: กระเบื้องเซรามิกมักจะมีพื้นผิวเคลือบที่ทำให้สามารถเลือกสีและลวดลายดีไซน์ต่าง ๆ ให้กับพื้นกระเบื้อง การเคลือบผิวด้านนอกอาจเป็นแบบมันหรือแบบด้านก็ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามที่ต้องการ

พอร์ซเลน: กระเบื้องพอร์ซเลนอาจมีหรือไม่มีกระจกเคลือบก็ได้ แต่เมื่อเคลือบแล้ว กระเบื้องเหล่านี้มักจะมีลักษณะพื้นผิวที่เรียบมากกว่า การเคลือบผิวด้านนอกยังสามารถให้การป้องกันเพิ่มเติมจากคราบสกปรกและรอยขีดข่วนได้ดีขึ้นไปอีก

6.ความหลากหลายของดีไซน์และความสวยงาม

เซรามิก: กระเบื้องแบบเซรามิกมีตัวเลือกดีไซน์ ลวดลาย และสีที่หลากหลาย มีให้เลือกหลายขนาด ทำให้สามารถติดตั้งได้อย่างสร้างสรรค์และสามารถออกแบบลวดลายเองก็ได้ เหมาะกับคนที่ต้องการให้บ้านดูดีมีสไตล์ โดดเด่นมากกว่าบ้านทั่วไป

พอร์ซเลน: กระเบื้องแบบพอร์ซเลนมีหลายสี ลวดลาย และขนาดเช่นกัน อย่างไรก็ตามองค์ประกอบที่หนาแน่นกว่านั้นเป็นการจำกัดความเป็นไปได้ในการออกแบบเมื่อเทียบกับกระเบื้องเซรามิก ทำให้อาจไม่ได้มีลวดหลายที่หลากหลายเท่า

7.สถานที่ที่นำไปใช้

กระเบื้องเซรามิค: กระเบื้องเซรามิคเหมาะสำหรับงานตกแต่งภายใน รวมทั้งการใช้เป็นผนังแบ็คสแปลชในห้องครัว ใช้เป็นพื้นในครัว เคาน์เตอร์ และผนัง เหมาะสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยและออฟฟิศที่ไม่ได้มีการสัญจรไปมาอยู่ตลอดเวลาครับ

กระเบื้องพอร์ซเลน: กระเบื้องพอร์ซเลนมีความหลากหลายและยังสามารถใช้ได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เหมาะสำหรับบริเวณที่มีการสัญจรคับคั่ง พื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีคนเข้าและออกตลอดเวลา และสถานที่ที่มีการเปิดรับแสง เช่น ลานเฉลียงและลานสระว่ายน้ำ เป็นต้น

8.การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด

กระเบื้องเซรามิค: กระเบื้องเซรามิคนั้นสามารถดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ค่อนข้างง่าย การกวาดและถูพื้นเป็นประจำจะช่วยให้พื้นนั้นดูสดชื่นและมีสีสันสดใสอยู่ตลอด

กระเบื้องพอร์ซเลน: ในทำนองเดียวกันกระเบื้องพอร์ซเลนต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่ามาก เนื่องจากอัตราการดูดซึมน้ำที่ต่ำทำให้ไม่เกิดรอยเปื้อนและสามารถทำความสะอาดง่ายกว่าครับ

 

แล้วพื้นแบบไหนดีกว่ากันล่ะ

ทางเลือกระหว่าง กระเบื้องเซรามิกกับกระเบื้องพอร์ซเลน ขึ้นอยู่กับความต้องการและความชอบเฉพาะของคุณ กระเบื้องเซรามิกเป็นมิตรกับงบประมาณมากกว่าและมีตัวเลือกการออกแบบที่หลากหลายสำหรับพื้นที่ภายในบ้าน และในทางกลับกัน กระเบื้องพอร์ซเลนเป็นทางเลือกสำหรับพื้นที่สัญจรตลอดเวลา การติดตั้งภายนอกบ้าน และอาคารที่ต้องการพื้นที่มีความทนทานเป็นพิเศษ

 

สรุป

เมื่อต้องเลือกระหว่างกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องพอร์ซเลน ซึ่งพื้นสองชนิดนี้ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป พิจารณางบประมาณ จุดประสงค์ของการนำไปใช้งาน และความสวยงามที่ต้องการก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ กระเบื้องเซรามิกมีราคาย่อมเยาและการออกแบบที่หลากหลาย ทำให้เหมาะสำหรับพื้นที่ภายในอาคารที่มีการสัญจรไปมาในระดับปานกลาง

ในทางกลับกัน กระเบื้องพอร์ซเลนมีความยอดเยี่ยมในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นและการติดตั้งภายนอกอาคาร จึงให้ความทนทานและกันน้ำที่สูงกว่ามาก เมื่อเข้าใจความแตกต่างระหว่างกระเบื้องทั้งสองประเภทนี้แล้ว คุณจะสามารถเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการเฉพาะของคุณได้อย่างมั่นใจ และสร้างพื้นที่ที่สวยงามและใช้งานได้ยาวนาน ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้เสน่ห์แบบคลาสสิกของเซรามิกหรือความแข็งแรงทนทานของพอร์ซเลน คุณจะมั่นใจได้ว่าจะได้ผลงานที่น่าทึ่งและใช้งานได้จริง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานนั่นเองครับ